Pivot Point คือระดับราคาที่คำนวณจากราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของเซสชันก่อนหน้า เพราะสูตรเปิดเผยและเรียบง่าย เทรดเดอร์นับพันคนจึงจับตาดูระดับเดียวกัน และนี่คือเหตุผลที่ราคามักมีปฏิกิริยาเมื่อเข้าใกล้ระดับเหล่านี้
สูตรคำนวณ
ใช้ ราคาสูงสุด (H), ราคาต่ำสุด (L) และ ราคาปิด (C) ของเซสชันก่อนหน้าที่ปิดไปแล้ว:
PP = (H + L + C) / 3 R1 = 2 × PP − L S1 = 2 × PP − H R2 = PP + (H − L) S2 = PP − (H − L)
PP คือ Pivot กลาง R1 และ R2 คือแนวต้านที่อยู่เหนือขึ้นไป ส่วน S1 และ S2 คือแนวรับที่อยู่ด้านล่าง
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติเมื่อวานทองคำทำราคาสูงสุดที่ 4,240 ต่ำสุดที่ 4,180 และปิดที่ 4,220
| ระดับ | วิธีคำนวณ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| PP | (4,240 + 4,180 + 4,220) / 3 | 4,213.3 |
| R1 | 2 × 4,213.3 − 4,180 | 4,246.7 |
| S1 | 2 × 4,213.3 − 4,240 | 4,186.7 |
| R2 | 4,213.3 + (4,240 − 4,180) | 4,273.3 |
| S2 | 4,213.3 − (4,240 − 4,180) | 4,153.3 |
เทรดเดอร์อ่านระดับเหล่านี้อย่างไร
- เมื่อราคาอยู่ เหนือ PP ฝั่งซื้อได้เปรียบในเซสชันนั้น เมื่ออยู่ ใต้ PP ฝั่งขายได้เปรียบ
- R1 และ S1 คือจุดแรกที่ราคามักหยุดพักหรือกลับตัว
- ระดับที่ถูกเบรกแล้ว ยืนได้เมื่อราคากลับมาทดสอบ (retest) มักสลับบทบาท: แนวต้านที่ถูกเบรกอาจกลายเป็นแนวรับ
- R2 และ S2 มักถูกแตะในวันที่ราคาวิ่งแรง ซึ่งส่วนใหญ่มีข่าวเป็นตัวขับเคลื่อน
มองเป็นโซน ไม่ใช่เส้น ให้มองแต่ละระดับเป็นโซนเล็กๆ กว้างไม่กี่ดอลลาร์ ราคาแทบไม่เคยกลับตัวตรงทศนิยมเป๊ะๆ และโบรกเกอร์แต่ละเจ้านับวันตามเวลาเซิร์ฟเวอร์ที่ต่างกัน ระดับที่ได้จึงต่างกันเล็กน้อย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ซื้อหรือขายทุกครั้งที่ราคาแตะระดับ โดยไม่รอสัญญาณยืนยัน
- มองข้ามข่าวแรง (CPI, NFP, FOMC) ซึ่งอาจทำให้ราคาทะลุทุกระดับไปได้รวดเดียว
- ใช้ Pivot สวนเทรนด์ที่ชัดเจน แทนที่จะใช้ไปตามเทรนด์
สรุปประเด็นสำคัญ
- Pivot มาจากการคำนวณ ไม่ใช่การเดา ทุกคนจึงเห็นแผนที่เดียวกัน
- PP บอกทิศทางที่ได้เปรียบ ส่วน R1/S1 คือโซนแรกที่ราคามักมีปฏิกิริยา
- รอให้ราคาแสดงปฏิกิริยาที่ระดับนั้นก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ
