การเทรดตามทิศทางของเทรนด์เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แค่สองเส้นก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเทรนด์ไปทางไหน
EMA คืออะไร
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) คือค่าเฉลี่ยของราคาย้อนหลังตามจำนวนแท่งเทียนที่กำหนด โดยให้น้ำหนักกับแท่งล่าสุดมากกว่า EMA 50 ติดตามเทรนด์ระยะสั้น ส่วน EMA 200 แสดงเทรนด์ระยะยาว บนกราฟ H1 ของเรา เท่ากับประมาณ 2 วันล่าสุด และ 8 วันทำการล่าสุด ตามลำดับ
3 สถานะที่เราใช้
| สถานะ | เงื่อนไข | สิ่งที่บ่งบอก |
|---|---|---|
| ขาขึ้น | ราคาอยู่เหนือ EMA ทั้งสองเส้น และ EMA 50 อยู่เหนือ EMA 200 | มองหาจังหวะซื้อที่แนวรับ |
| ขาลง | ราคาอยู่ใต้ EMA ทั้งสองเส้น และ EMA 50 อยู่ใต้ EMA 200 | มองหาจังหวะขายที่แนวต้าน |
| ไซด์เวย์ | กรณีอื่นทั้งหมด | ลดขนาดสถานะ หรือรอ |
ใช้เป็นตัวกรอง ไม่ใช่ตัวสั่งเข้า
สถานะของ EMA ไม่ได้บอกว่าควรเข้าเมื่อไร แต่บอกว่า ควรมองฝั่งไหน ให้ใช้ร่วมกับบทเรียนอื่นๆ:
- เช็กสถานะเทรนด์
- ตีระดับ Pivot ฝั่งเดียวกับเทรนด์ (PP และ S1 ในขาขึ้น, PP และ R1 ในขาลง)
- รอแท่งเทียนยืนยันที่ระดับนั้น
- วาง SL เลยระดับนั้นออกไป แล้วคำนวณขนาดสถานะจาก SL
- ตรวจสอบว่า R:R อย่างน้อย 1 : 1.5
เส้นค่าเฉลี่ยตามหลังราคา เพราะสร้างจากราคาในอดีต จึงยืนยันเทรนด์หลังจากที่เทรนด์เริ่มไปแล้ว และยังชี้ไปทางเดิมอีกพักหนึ่งหลังเทรนด์จบ ในช่วงที่ราคาวิ่งในกรอบ ราคาจะตัดเส้นไปมา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ "ไซด์เวย์" เป็นคำตอบที่ใช้ได้ และมักเป็นจังหวะที่ควรอยู่เฉยๆ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าเทรดเพียงเพราะราคาตัดเส้น EMA
- สวนเทรนด์ที่ชัดเจนเพราะราคา "ดูสูงเกินไป"
- เปลี่ยนค่า EMA ทุกครั้งที่เทรดขาดทุน
สรุปประเด็นสำคัญ
- EMA 50/200 บอกว่าควรเลือกฝั่งไหนของตลาด
- ไซด์เวย์คือสัญญาณให้ชะลอ
- เทรนด์ ระดับราคา แท่งเทียน ความเสี่ยง: ตามลำดับนี้
